แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การทำงาน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

พ่อกับแม่เข้าใจผิดหรือเปล่า

พ่อแม่บอกให้ตั้งใจเรียน
จะได้จบมาทำงานดีๆ บอกให้ขยันๆทำงานมากๆจะได้มีเงินเดือนสูงๆ

ไปโรงเรียนครูก็บอกเราแบบเดียวกับพ่อแม่เลย!!

3 ปีเรียนอนุบาล
6 ปีเรียนประถม
6 ปีเรียนมัธยม
4 ปีเรียนมหาวิทยาลัย

19 ปีเรียนมาเกือบตาย
หมดเงินไปไม่รู้เท่าไร จบมาแม่งเป็นขี้ข้าห้องแอร์เงินเดือน 15,000!!

เจ้านายแม่งก็หน้าหม้อ
เพื่อนร่วมงานแม่งก็ขี้อิจฉา
ไหนจะลูกค้างี่เง่า!!

ทนๆๆๆๆ
ทนมา3ปี กะจะหาที่ทำงานใหม่
พอได้อ้าววววชิบหาย!!
ที่ใหม่แม่งก็ไม่ต่างจากที่เก่า
เราแค่เปลี่ยนที่ทุกข์!!

ตื่นมาแทนที่จะได้กินกาแฟอ่านหนังสือที่ชอบก่อน 
ต้องรีบร้อนวิ่งไปหาเครื่องตอกบัตร!!

เที่ยง
อยากแดกร้านโปรดแม่งก็ไกล
ทำได้แค่กินข้าวแกงข้างอ็อฟฟิตเพราะกลัวกลับเข้างานไม่ทันเวลา!

อยากออกจากงานวันละ3เวลาหลังอาหารก็ทำไม่ได้เพราะ...
เสือกผ่อนรถ ไหนจะค่าบัตรเครดิตอีก2-3ใบ 
ลาออกไปมีหวังกลับไปนั่งรถเมลล์เหมือนเดิม!!

ชีวิตค่อยๆเดินลงทะเล ทีละก้าว
ผ่านไป 10 ปี มีลูกยิ่งต้องระวัง
ตกงานมาไม่ใช่เราคนเดียวที่อดตาย ไปทำงานด้วยความจำยอม
เจ้านายจะโขกสับยังไงก็ต้องทน

แต่ก็แปลกอีกนะ....
เราเจอแบบนี้มา เราก็ดันไป สอนลูกเราต่ออีกว่า "ตั้งใจเรียนนะโตขึ้นจะได้ทำงานดีๆ"

สุดท้ายพอเราตายห่าไป
เราไม่ได้ทิ้งอะไรใว้ให้ลูกเลย
แต่เราทิ้งลูกจ้างใว้ให้โลกไว้ทำงาน 
ให้บริษัทคนอื่นให้คนอื่นรวย
นั้นคือ ลูกเรา นั้นเอง!!

คิดง่ายๆนะ
อาเฮียร้านจักยาน ตายห่าไป เขาทิ้งกิจการร้านจักรยานใว้ให้ลูก
ลูกรุ่นต่อไปเป็น...เถ้าแก่

ลุงดำ ทำงาน ร้านจักรยานของอาเฮีย ลงดำตายห่าไป ลุงดำจะมีอะไรทิ้งใว้ให้ลูก?

คนจะรวยคนจะจน
มันไม่ได้ต่างกันที่จำนวนเงิน
มันต่างกันที่วิธีคิด!!

คุณอยากเห็นตัวเองตอนอายุ 60 เป็นยังไงมันขึ้นอยู่กับการคิดการทำในวันนี้

เลิกทำให้คนอื่นรวย
มาทำให้ตัวเองรวย

แล้วก็อย่าเสือกมาโชว์โง่
ด้วยการบอกว่า ค้าขายไม่เป็น
ทำธุรกิจไม่เป็น ออกมาจากท้องแม่มึงเอาไม่เป็นทำไมตอนนี้มึงเอาเป็นทุกท่า???

เรียนรู้ ศึกษา สิครับ
เริ่มจากสิ่งที่ตัวเองชอบอยากทำ
ทำแล้วมีความสุข

แรกๆอาจจะเจ๊ง
เจ๊งก็ช่างมันยิ่งเจ๊งยิ่งเก่ง
เหมือนหัดขี่จักรยานนั้นแหละ
ต้องมีล้มบ้าง

เลือกเอา
จะล้มตอนนี้ตอนที่ยังมีแรงลุกได้เร็วหรือล้มตอนอายุ 60 ล้มมานี่ตายห่าเลยนะ??? 

แก้วนี้หนักไหม

เขาได้ยกน้ำขึ้นมาหนึ่งแก้ว แล้วถามผู้ฟังว่า
"คุณคิดว่าแก้วนี้น่ะหนักไหม ???"

มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณถือมันนานแค่ไหน

ก็ถ้าคุณถือแค่ซักนาทีนึง .. มันก็ยัง OK นะ

ถ้าคุณถือจนชั่วโมงนึง .. นั่นก็จะทำให้ปวดแขนได้

แต่ถ้าถือไว้ซักวันนึงล่ะ .. ที่นี้คุณจะต้องเรียกรถพยาบาลแน่ๆ

มันก็น้ำหนักเท่าเดิมแหละนะ ..

แต่ว่ายิ่งคุณถือไว้นานเท่าไหร่ก็ยิ่งหนักเท่านั้น

ถ้าคุณแบกภาระนั้นไว้ตลอดเวลา

ไม่ช้าก็เร็ว เราก็จะไม่สามารถที่จะแบกรับมันได้อีก

แล้วภาระนั้นก็จะเพิ่มขึ้น..

สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ วางแก้วลง ผ่อนคลายซักครู่

แล้วค่อยถือมันอีกครั้ง..
เราต้องปล่อยวางภาระต่างๆ บ้าง แล้วเราจะได้รู้สึกสดชื่นขึ้น เพื่อที่จะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้..
เมื่อกลับบ้านแล้ว จงวางภาระต่างๆ ที่ๆ ทำงานไว้

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำไมผมไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

ทำงานที่บริษัทฯ ใกล้จะครบสามปีแล้ว เพื่อนร่วมงานที่เข้ามาทีหลังผมต่างทยอยได้เลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น ผมกลับจมอยู่ที่เดิม

ความรู้สึกภายในจิตใจยากที่จะรับได้
จนกระทั่งวันหนึ่ง เสี่ยงกับการถูกเลิกจ้าง ผมขอพบเจ้านายเพื่อคุยถึงสาเหตุ

"เจ้านาย ผมเคยมาสาย กลับก่อนเวลา หรือ ละเมิดกฎระเบียบหรือไม่"

เจ้านายตอบทันทีว่า "ไม่เคยและไม่มี"

"ถ้าเช่นนั้น เป็นเพราะบริษัทฯมีความลำเอียง อยุติธรรมกับผมหรือ"

เจ้านายอึ้งก่อน แล้วพูดว่า "ไม่มี ไม่ใช่แน่นอน"

"แล้วทำไม ผู้ที่อายุงานน้อยกว่าผม กลับได้รับความสำคัญ ความไว้วางใจในหน้าที่ปฎิบัติงาน แต่ผมกลับอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ไม่สำคัญมาตลอด"

เจ้านายนิ่งเงียบ ไม่สามารถหาคำพูดมาตอบผมทันที จากนั้นยิ้มๆ แล้วพูดว่า

"ปัญหาของเธอเดี๋ยวเราค่อยคุยกันใหม่
เวลานี้ ผมมีเรื่องเร่งด่วนสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง ช่วยผมจัดการไปก่อน มีลูกค้าเจ้าหนึ่ง เตรียมตัวมาที่บริษัทฯ เพื่อตรวจสอบสินค้า"

เจ้านายให้ผมติดต่อพวกเขา สอบถามว่า จะมาถึงเมื่อไหร่ ผมคิดในใจว่า
"นี่หรือ งานเร่งด่วนเร่งรีบที่สำคัญ"

ก่อนก้าวออกจากประตู ผมอดไม่ได้จะคิดเยาะเย้ย สิบห้านาทีไม่ถึง ผมกลับเข้าไปในห้องทำงานของเจ้านาย

"ติดต่อได้หรือยัง" เจ้านายถาม

"ติดต่อได้แล้ว พวกเขาบอกว่า อาจจะมาสัปดาห์หน้า"

"สัปดาห์หน้า วันเฉพาะเจาะจงคือวันไหน"

"ผมไม่ได้ถามรายละเอียด"

"พวกเขาจะมากันกี่คน"

"โอ้...ท่านไม่ได้ให้ผมถามเรื่องนี้น่ะ"

"งั้นพวกเขาจะมาทางรถไฟหรือเครื่องบิน"

"นี่ท่านก็ไม่ได้บอกให้ผมถามสักหน่อย"

เจ้านายไม่พูดอะไรอีก ท่านโทรศัพท์เรียกจูเจิ้นเข้ามา

จูเจิ้นเข้ามาบริษัทฯหลังผมหนึ่งปี ตอนนี้เป็นผู้ควบคุมรับผิดชอบแผนกหนึ่งไปแล้ว เขาได้รับหน้าที่เหมือนกันกับผมที่ได้รับเมื่อสักครู่ เวลาผ่านไปครู่เดียว จูเจิ้นก็เดินกลับมา

"อ้อ...เป็นอย่างนี้" จูเจิ้นเริ่มรายงาน
"พวกเขาจะมาโดยเครื่องบิน เที่ยวบ่ายสามโมง วันศุกร์ จะมาถึงประมาณหกโมงเย็น เดินทางมาทั้งหมดห้าคน นำคณะโดยฝ่ายจัดซื้อผู้จัดการหวัง"

"ผมบอกพวกเขาแล้วว่า ทางบริษัทฯเรา จะส่งคนไปรับ นอกเหนือจากนี้ พวกเขาวางแผนตรวจสอบสองวัน รายละเอียดเจาะจงเมื่อพวกเขามาถึงแล้ว ค่อยปรึกษาหารือร่วมกันทั้งสองฝ่าย"

"เพื่อความสะดวกในการปฎิบัติงาน ผมขอเสนอจัดหาที่พักระดับอินเตอร์ที่อยู่ใกล้กับบริษัทฯให้แก่พวกเขา หากท่านเห็นด้วย พรุ่งนี้ผมก็จะจองห้องพักไว้ล่วงหน้า"

"นอกเหนือจากนี้ ยังมีอีกเรื่อง กรมอุตุฯ รายงานว่า สัปดาห์หน้าฝนจะตก ผมจะคอยติดต่อสื่อสารพวกเขาตลอด หากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลง ผมจะรายงานท่านทันที"

หลังจากจูเจิ้นออกไปจากห้องแล้ว เจ้านายแตะไหล่ผม แล้วพูดว่า
"ตอนนี้ เรามาคุยถึงปัญหาของของเธอต่อ"

"ไม่ต้องแล้ว ผมรู้สาเหตุแล้วว่าเพราะเหตุใด รบกวนท่านมากแล้ว"

ผมเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วว่า ไม่มีใครเกิดมาก็สามารถแบกรับภาระหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ ล้วนเริ่มจากความเรียบง่าย เริ่มทำจากเรื่องเล็กๆที่เรียบง่าย วันนี้ เธอติดแผ่นฉลากให้เธอเองเช่นไร อาจกำหนดตัดสินว่า พรุ่งนี้เธอจะเป็นผู้ที่สมควรได้รับมอบหมาย ภารกิจที่ใหญ่ขึ้นหรือไม่

ระยะห่างของความสามารถ มีผลกระทบโดยตรงกับผลของชิ้นงาน ไม่ว่าองค์กรใดบริษัทฯใด ก็ต้องการบุคคลที่ทำงาน ที่มีความสามารถ ความรับผิดชอบต่อหน้าที่อยู่ในตัวตัวเอง

พนักงานที่มีความโดดเด่น ยอดเยี่ยม ล้วนไม่ต้องให้ผู้อื่นมาบอกมากล่าวว่า
จะต้องทำอะไรถึงจะขยับตัวทำ แต่จะทำความเข้าใจด้วยตนเองว่า สมควรทำอะไร หลังจากนั้นทุ่มเทแรงกาย แรงใจ กระทำจนสำเร็จ

ท่องไว้ในใจนะ......นายสั่งให้ทำหนึ่ง...สอง...สาม....

สิ่งที่เราทำคือ..หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก...เจ็ดแปดเก้า เก็บไว้ในกระเป๋า....สิบสิบเอ็ดสิบสอง อยู่ในสมอง....ทันที พร้อมเอาออกมาใช้ในทุกสถานการณ์

ต้องขอขอบคุณมุมมองความคิดดีดี "  Pink Planet TH "

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เจ้านาย กับ ผู้นำ

...ข้อแตกต่างระหว่าง...
"เจ้านาย" กับ "ผู้นำ"

เจ้านาย - บังคับ 
ส่วนผู้นำ - สอน 
เจ้านาย - ใช้อำนาจ 
ส่วนผู้นำ - ปราถนาดี เจ้านาย - สร้างความหวาดกลัว 
ส่วนผู้นำ - สร้างความกระตือรือร้น
เจ้านาย - พูดว่า "ตัวข้า"
ส่วนผู้นำ - พูดว่า "พวกเรา"
เจ้านาย - หาแพะรับผิด
ส่วนผู้นำ - หาทางแก้ปัญหา
เจ้านาย - รู้วิธีทำ 
ส่วนผู้นำ - แสดงวิธีทำ
เจ้านาย - ใช้คน 
ส่วนผู้นำ - พัฒนาคน
เจ้านาย - เอาหน้าจากผลงาน
ส่วนผู้นำ - ให้หน้าคนทำงาน
เจ้านาย - ชี้นิ้วสั่ง 
ส่วนผู้นำ - ขอความร่วมมือ 
เจ้านาย - สั่งว่า "ไปได้"
ส่วนผู้นำ - ชวนว่า "ไปกันเถอะ"

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มดน้อยโดนไล่ออกจากงาน"

กาลครั้งหนึ่ง... นานมาแล้ว
ทุกๆวัน มดตัวน้อยมาทำงานแต่เช้า และลงมือทำงานทันที มดน้อยสร้างผลงานมากมาย และมดน้อยก็มีความสุขกับงานดี สิงโตที่เป็นหัวหน้า ก็รู้สึกแปลกใจที่มดน้อยทำงานได้ดี โดยไม่ต้องมีการควบคุม
สิงโตเลยคิดใหม่ทำใหม่ โดยใช้แนวคิดว่า ขนาดไม่มีหัวหน้าดูแล ยังทำงานดีเช่นนี้
แล้วถ้ามีหัวหน้า เธอต้องทำงานดีขึ้น อย่างไม่ต้องสงสัย
สิงโตจึงจ้าง แมลงสาบ มาเป็นหัวหน้ามดน้อย และแมลงสาบมีความสามารถมาก ในเรื่อง "การเขียนรายงาน"
แมลงสาบ เริ่มด้วยการตั้งระบบลงเวลาทำงาน โดยการตั้งเครื่องตอกบัตร
แมลงสาบต้องการเลขา มาช่วยเขียน พิมพ์รายงาน ชงกาแฟ เดินเอกสาร ส่งจดหมาย และคอยจับผิดมดน้อย แมลงสาบจึงจ้าง ควายมาเป็นเลขาส่วนตัว สิงโตปลื้มกับการทำงานของแมลงสาบมาก ที่ให้รายงาน และแนวโน้มต่างๆ
จากที่ส่งให้พิจารณา ทำให้แมลงสาบได้หน้า เพื่อการนี้ แมลงสาบจึงขอซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ ติดอินเตอร์เนตและเครื่องพิมพ์ เพื่อการทำงานให้สิงโต
แน่นอนว่าต้องมี แผนก IT ตามมา
เขาจึงจ้างตัวเห็บมาเป็น IT manager ตัวเห็บก็ของบประมาณ เพื่อจ้างลูกมือและอุปกรณ์ซ่อม
แต่มดน้อย เบื่อกับระบบงานแบบใหม่มาก เพราะมัวแต่รายงาน งานเอกสารมากมาย และการประชุมที่แสนเสียเวลา แมลงสาบเห็นมดน้อยทำงานช้าขึ้น เพราะต้องเขียนรายงาน จึงจัดเลือกหาหัวหน้าแผนก มาคอยดูและจดรายงาน 
ตำแหน่งนี้ตกเป็นของตัวทาก ตัวทากเป็นบุคลากรที่ทำงานได้อย่าง "เชื่องช้า"มาก จึงดูเป็นคนที่รอบคอบ และได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกไป
และแผนกที่มดน้อยทำงาน ก็เป็นแผนกที่โศกเศร้า ไร้เสียงหัวเราะ ทุกคนในแผนกก็หัวเสียง่าย
ตัวทากของบทำการสำรวจ ศึกษา สภาพการทำงานที่เหมาะสม 
แผนกมดน้อย ทำงานได้แย่ลง
สิงโตก็เห็นด้วยว่าที่แผนกมดน้อย ทำงานได้แย่ลง
จึงจ้างตัวเหี้ยเข้ามาเป็นที่ปรึกษา เพื่อศึกษาวิธีการ ที่จะเพิ่มผลิตภาพ
ตัวเหี้ยสรุปว่า ที่แผนกของมดน้อย มีการจ้างคนมากเกินไป เลยทำให้ผลการผลิตไม่ดี
...
เดากันน่ะ... ว่าใครจะถูกปลดออกเป็นคนแรก
v
v
มดน้อยนั่นเอง
เพราะตัวเหี้ยบอกว่า มดน้อยเป็นคนที่ไร้แรงจูงใจ และทัศนคติไม่ดี...
ลาก่อน..เจ้ามดน้อย...
😨😨😨😨😢😢😤😤😤😤
แล้วคุณล่ะ เป็นใครในนี้บ้างไหมเอ่ย ?
ถ้าคุณเป็นสิงโต เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหาร..
คุณมีความคิดเห็นอย่างไร? 
บทความนี้ น่าจะตกหล่นบางส่วนที่เป็นสาระสำคัญไป หรือไม่?
ปัญหาของเจ้ามด น่าจะเกิดจากอะไร?
คุณจะแก้ปัญหาและป้องกันอย่างไร?
.....คิด....หาคำตอบ.....

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

นิทานประกอบการเรียนบริหารรัฐกิจและธุรกิจ

นิทานประกอบการเรียนบริหารรัฐกิจและธุรกิจ 

1.เกิดไฟใหม้ที่โรงอาบน้ำหญิง กลุ่มหญิงเปลือยล่อนจ้อนวิ่งหนีเอาตัวรอดออกมาบนท้องถนน ตาแก่คนหนึ่งตะโกนฮาป่า บรรดาหญิงเปลือยนึกขึ้นได้จึงพยายามใช้มือปกปิด แต่จุดล่อแหลมมีอยู่หลายจุด จึงต่างจ้าละหวั่นทำอะไรไม่ถูก ตาแก่ตะโกนบอก “ปิดใบหน้าก็พอ ข้างล่างมันเหมือนกันหมด” ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า ในภาวะฉุกเฉินไม่อาจทำอะไรให้รอบคอบทุกด้าน จับจุดสำคัญก็พอ 

2.สาวใหญ่แจ้งความกับตำรวจ “ดิฉันเสียบกระเป๋าเงินไว้ในยกทรง เบียดเสียดในรถไฟใต้ดินจนถูกหนุ่มหล่อล้วงกระเป๋าไป” ตำรวจขมวดคิ้ว “ล้วงในจุดล่อแหลมขนาดนี้ คุณไม่รู้สึกตัวรึ?” สาวใหญ่ตอบเหนียมอาย “ก็ไม่นึกว่าเขาตั้งใจจะล้วงกระเป๋าสิ” ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การทำให้ลูกค้าตกอยู่ในภาวะเคลิบเคลิ้มพอใจที่จะถูกรีดเงิน เป็นชั้นเชิงสูงสุดทางธุรกิจ 

3. บริษัทติดข้อความเหนือโถปัสสาวะ “ก้าวเข้าไปอีกนิด ใกล้ชิดอารยธรรม” แต่บนพื้นก็ไม่วายมีฉี่เรี่ยราดเฉอะแฉะ บริษัทศึกษาบทเรียนอย่างจริงจัง แล้วปรับแผนใหม่ดังนี้ “ฉี่ไม่ตรงเป้าโถแสดงว่าของคุณอ่อน ฉี่เล็ดก่อนถึงโถแสดงว่าของคุณสั้น” ผลปรากฏว่าพื้นสะอาดกว่าเดิมเยอะทีเดียว ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การให้คำแนะนำแก่ลูกค้า ต้องเป็นรูปธรรมและแทงถูกใจดำ 

4.วันหนึ่ง เลขานุการสาวตีหน้าขึงขังกับผู้จัดการ “ผู้จัดการ ดิฉันตั้งท้องอะ” ผู้จัดการได้ยินดังนั้นยังคงก้มหน้าอ่านเอกสาร แล้วตีหน้าตายพูดว่า “ผมทำหมันตั้งนานแล้ว” เลขานุการสาวตะลึงอยู่ชั่วขณะ แล้วยิ้มให้ผู้จัดการ “ดิฉันพูดเล่นจ้า” ผู้จัดการเงยหน้ามองเธอ “ผมก็หมือนกัน” พร้อมกับจีบน้ำชา ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า คนที่อยู่ในสังเวียนต้องไม่ตระหนกตกใจง่ายเมื่อเผชิญวาวะวิกฤต แม้มีปืนเล็งมาก็ตั้งตัวรับได้ 
5. ชายหนุ่มไปขอลูกสาว ว่าที่พ่อตาให้แต่ละคนแนะนำตัว ก.บอกว่า “ผมมีเงิน ๑๐ ล้าน” ข.บอกว่า “ผมมีคฤหาสน์หรูมูลค่า ๒๐ ล้าน” ว่าที่พ่อตาฟังแล้วรู้สึกพอใจ แล้วถาม ค. ว่ามีอะไร “ผมไม่มีอะไรเลย” ค.ตอบ “มีแต่ลูกคนเดียวยังอยู่ในท้องลูกสาวคุณ” ก. กับ ข. ได้ยินแล้วรีบลาจาก ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า อำนาจแข่งขันไม่อยู่ที่กำลังทรัพย์ แต่อยู่ที่การจัดวางคนของเราในตำแหน่งที่สำคัญ 

6.เถ้าแก่เบื่อเมียลับเต็มทน เมียลับเริ่มแก่ตัวจึงขอค่าเลี้ยงดูก้อนใหญ่ เถ้าแก่คิดจะฆ่าปิดปาก แต่ CFO เสนออุบายให้เถ้าแก่ออกทุนแสนหยวนส่งเมียลับไปเรียน EMBA โดยอ้างเหตุผลเพื่อยกระดับวุฒิการศึกษา ในห้องเรียน EMBA ล้วนเป็นนักศึกษาระดับเถ้าแก่ ต่างหลงเสน่ห์นักศึกษาสาวเมียลับคนนี้ ไม่ช้าไม่นานเมียลับก็ไม่ขออยู่กับเถ้าแก่เก่าแล้ว แถมยังให้เงินล้านแก่เถ้าแก่เก่าเป็นค่าปิดปาก ★ นิทานเรื่องนี้ให้แนวคิดว่า การจัดการทรัพย์สินด้อยคุณภาพของธุรกิจ วิธีที่ดีที่สุดคือย้อมแมวตกแต่งแล้วแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน ไม่ใช่ถือเป็นซากทิ้งไปหรือรอให้ย่อยสลายเอง

อิสระที่แท้จริง

ตอนเรียน ได้เงินจากผู้ปกครองน้อย ... เราก็อยากทำงาน "จะได้มีอิสระ" หาเงินใช้เองได้ 

ตอนทำงาน เจอหัวหน้าโหด ได้เงินเดือนน้อย ... ก็อยากเติบโตเป็นหัวหน้าบ้าง "จะได้มีอิสระ" มีลูกน้อง ได้เงินเดือนเพิ่ม 

ตอนเป็นหัวหน้า เจอเอ็มดี/ซีอีโอ สั่งงานหนัก ... ก็อยากเป็นเอ็มดี/ซีอีโอบ้าง "จะได้มีอิสระ" บริหารบริษัทได้ทั้งหมด แถมได้เงินเดือนเยอะๆ ...

ตอนเป็นเอ็มดี/ซีอีโอ เจอผู้ถือหุ้นบีบหนัก จะเอายอดขาย ให้ขยายโรงงาน เพิ่้มกำไร ... ก็อยากเป็นเจ้าของกิจการบ้าง "จะได้มีอิสระ" จะได้สั่งคนได้ทุกคน หาเงินได้ก็เป็นของเราเองทั้งหมด 

ตอนเป็นเจ้าของกิจการ เจอลูกค้าโหด เอาแต่ใจ ต่อราคาจนกำไรหด ... ก็อยากเลิกทำธุรกิจ มาเป็นนักลงทุน "จะได้มีอิสระ" ไม่ต้องฟังใคร

ตอนเป็นนักลงทุน เจอรายใหญ่ปั่นหุ้นจนหัวหมุน เจอตลาดผันผวนหนัก เศรษฐกิจในประเทศไม่แน่นอน เศรษฐกิจต่างประเทศชะลอตัว เจอนักลงทุนต่างชาติที่มีเงินมากกว่า/กองทุนที่มีข้อมูลมากกว่า เอาชนะตลอด ... ก็อยากออกไปอยู่เฉยๆ เอาเงินฝากแบงก์ "จะได้มีอิสระ" ไม่ต้องง้อใคร 

ตอนไม่ต้องง้อใคร ... ก็แก่ซะแล้ว โรครุมเร้า ไม่มีแรงทำอะไร "อยากมีอิสระ" ไม่ต้องกลัวความแก่/ความตาย

พอมาถึงขั้นนี้ ก็จนปัญญา เพราะเจอความจริงว่าไม่มีใครหนีความแก่/ความตาย ได้พ้น

เรื่องราวข้างต้นช่วยบอกเราว่า "อิสระที่แท้จริง" นั้นไม่มี ... ทุุกคนต้องเผชิญข้อจำกัดของชีวิตกันทั้งสิ้น ไม่ว่าคนจนที่สุด หรือ รวยที่สุด ... ดังนั้น อย่าน้อยใจ แต่ทำชีวิตให้ดีที่สุด ให้มีประโยชน์กับตัวเองและคนรอบข้างมากที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ 

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เรื่องน่าคิดกับการทำงาน ชุดที่ 1

มีคนบอกว่าถ้าจะทำงานสำเร็จต้องอ่อนน้อมเหมือนไทย, ตรงเวลาแบบฝรั่ง, ขยันเหมือนคนจีน, ทำงานเป็นทีมแบบญี่ปุ่น

มืออาชีพ คือ มือสมัครเล่นที่ไม่ยอมเลิกเล่น 

หัวหน้าเคยสอนไว้ว่า เวลาจะตำหนิคนทำผิดให้ตำหนิเบาๆ ให้รู้กันแค่สองคน แต่เวลาจะชื่นชมคนทำดี ให้ชมดังๆ ให้คนอื่นรู้กันทั่ว

"ถ้าจะไปเร็ว ไปคนเดียว, ถ้าจะไปไกล, ไปด้วยกัน" (สุภาษิตอัฟริกัน)

อย่ากลัวที่จะก้าวช้า ๆ แต่จงกลัวที่จะอยู่เฉย ๆ

ไม่ใช่ภูเขาข้างหน้าที่ทำให้คุณหมดเรี่ยวแรง มันคือทรายในรองเท้าคุณต่างหากที่ทำให้คุณอ่อนล้า 
-QuoteS JunioR-

ผมรู้จักการแบ่งเวลาครับ เล่นเป็นเล่น งานเป็นงาน เล่น 80% งาน 20%

งานมากกูก็เบื่อ งานเหลือกูก็เกลียด  งานละเอียดกูก็งง  บอกตรงๆ กูขี้เกียจ!!

ความฉลาด ยิ่งพยายามอวด ยิ่งดูโง่

คนที่เป็นเพื่อนกันมักเป็นเพราะสนใจในเรื่องเดียวกัน คนที่เป็นศัตรูกันเป็นเพราะสนใจในเรื่องเดียวกันเช่นกัน