แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าน่าอ่าน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ชาวเน็ตรุมด่า

นภา
พยาบาลสาวกำลังกดโทรศัพท์ส่งไลน์
รายงานผลเลือดคนไข้ให้คุณหมอ

คนเห็นนภานั่งกดโทรศัพท์
ถ่ายรูปลงโซเชี่ยล บอกคนไข้เยอะแยะ
ยังห่วงเล่นแต่โทรศัพท์

#ชาวเน็ตรุมด่านภาไม่มีชิ้นดี

ขจร
วินมอร์ไซค์ปากซอย
กำลังใช้ไม้ฟาดชายคนนึง
ที่พึ่งกระชากสร้อย ผ่านมา

คนเห็นถ่ายรูปลงโซเชี่ยล
ว่าวินโหดฟาดไม่ยั้งคนไม่มีทางสู้

#คนรุมด่าขจรทั้งประเทศ

พระมานพ
มีแม่ที่ป่วยติดเตียงอยู่บ้าน
บ่ายสองน้องชายไปธุระในเมือง
วานให้พระหาข้าวให้แม่กิน

พระมานพ
ซื้อเกาเหลาเนื้อกระเพาไก่
ของโปรดไปให้แม่ตอนบ่ายสอง
คนเห็นถ่ายรูปพระซื้อข้าวลงโซเชียล

#คนรุมด่าทั้งพระทั้งวัดกันทั้งประเทศ

นี่คือโซเชียลมีเดีย...
ที่มีคนจำนวนไม่น้อย
ตัดสินคนอื่นจากสิ่งที่เห็น

และทำตัวเป็น”ศาลโซเชียล”
พิพากษาชี้ผิดชี้ถูกคนอื่น!

มีกี่คนกัน...
ที่ไปนั่งหาความจริง ไม่กี่คนหรอก
ขนาดหนังสือยังอ่านไม่ถึงสามบรรทัดเลย

ตัดสินผู้อื่นตาม
ต้นเรื่องเสียส่วนใหญ่
ด่าไว้ก่อน ก่อนหาความจริงเสียอีก

เราต้องยอมรับว่า
มีคนประเภทนี้อยู่ในโซเชียลมีเดีย

#ฉาบฉวย...#มักง่าย

ตัวเองได้รับข้อมูลด้านเดียว
ไปด่าเขาแล้ว ได้รับข่าวสารดิบๆ
ไปตัดสินเขาแล้ว...

นั่งอยู่ในร้านเกมส์ห้องแอร์
ชั่วโมงละ 15 บาท แต่พิมพ์ด่าคนได้ทั้งโลก

เป็นศาลหรอ..?
ถึงไปตัดสินว่าคนนั้นผิดคนนี้ถูก?
ตัดสินจากความจริงหรือตัดสินจากตัวเอง?

พิมพ์ด่าเขา...
อยู่ในเหตุการณ์หรอ?
รู้ต้นสายปลายเหตุจริงๆ แล้วหรอ?

ระวังนะ...
ระวังวันนึงคนที่ถูกรุมด่า
จะเป็นลูกเรา เป็นพ่อแม่เรา
เป็นคนที่เรารัก

ระวังว่าสักวัน
จะเจอกับตัวเอง
มีคนทั้งประเทศมารุมด่า
ทั้งๆ ที่ไม่รู้ความจริง

คนที่เราไปด่า
เขาจะชั่วแค่ไหน อันนั้นเรื่องของเขา

แต่เราที่ไปพิมพ์ด่าเขา
นั่นอะคุณกำลังใช้โซเชียลมีเดีย
ประจานสันดานตัวเอง

#ด่าคนไปทั่วตัวเองดีคนเดียว

ยิ่งด่าหยาบคายเท่าไหร่
ยิ่งฟ้องนิสัยคนพิมพ์เท่านั้น

โลกไม่ได้มีด้านเดียว
อย่ามองอะไรด้านเดียว

อย่า...ตัดสินคนอื่น
จากความคิดตัวเองอย่างเดียว!

สิริทัศน์ สมเสงี่ยม

​ถอดบทเรียน..โจรปล้นธนาคาร

โจรปล้นธนาคารที่แอนน์อาร์เบอร์ รัฐมิชิแกน โจรตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า !!!!!!

"ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ แต่ชีวิตเป็นของคุณ" 
ทุกคนนอนอย่างสงบราบเรียบกับพื้นลืมตายโดยไม่โวยวาย ไม่มีใครเสี่ยงชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องเงินของรัฐ

พวกเราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด" บิดเบือนนิดเดียวความคิดเราก็เปลี่ยนไปไกลแล้ว

ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนโต๊ะและกำลังจะกรี๊ด ทันใดนั้นโจรตะโกนใส่ผู้หญิงว่า "เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ!!" เราเรียกสิ่งนี้ว่า (professional การเป็นมืออาชีพ) ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก

เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า "รุ่นพี่ เรามานับเงินกันว่าได้มาเท่าไหร่" แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถมกล่าวว่า "แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหล่ะว่าเราได้มาเท่าไหร่!!"เราเรียกสิ่งนี้ว่า 
(experience ประสบการณ์)

ซึ่งในปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่าใบปริญญามากมายนัก
เมื่อโจรกลับไปแล้ว ผู้จัดการธนาคารสั่งให้รองผู้จัดการโทรหาตำรวจที่เบอร์ 911 แต่รองผู้จัดการธนาคารกลับค้านว่า "เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ โจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่าโจรเอาไปมากกว่านั้นอีก 5 เท่า"เราเรียกสิ่งนี้่ว่า 
"ว่ายตามน้ำ" หรือการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

ผู้จัดการกล่าวว่า "นั่นสิ จริงๆแล้วถ้ามีโจรมาปล้นธนาคารทุกเดือนก็ดีสินะ"เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การฆ่าเวลาเล่นๆ" ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าความสุขของเราอีกแล้ว

วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่ามีโจรปล้นธนาคาร 100 ล้าน แต่ว่าโจรที่ปล้นไปนับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านเท่านั้น โจรโกรธมากแล้วพูดว่า "เราเสี่ยงตายและปล้นธนาคารออกมาได้แค่ 20 ล้าน แต่เจ้าผู้จัดการธนาคารแค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้ถึง 80 ล้านเลย การศึกษามีดีอย่างนี้นี่เอง"เราเรียกสิ่งนี้ว่า Knowledge 
(ความรู้มีค่ามากกว่าทองคำ)

ผู้จัดการธนาคารยิ้มร่าอย่างแรง เพราะว่าอยู่ดีๆเขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้าน โดยที่เป็นความผิดของโจรปล้นธนาคาร
เราเรียกสิ่งนี้ว่า 

"stratagem เล่ห์กลโกง"  

Cr. fwd line

วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

กาแฟโบราณ ใส่นม

กาแฟโบราณนั้น มีเอกลักษณ์ อยู่อย่างหนึ่งคือ จะใส่นมข้นหวาน ไว้ด้านล่าง แล้วเทน้ำกาแฟ ลงไปด้านบน ถ้าใครชอบหวานมาก ก็ตีนมด้านล่าง ให้ผสมกับเนื้อกาแฟ แต่บางคน ที่ไม่ชอบหวาน ก็อาจจะดื่ม โดยที่ไม่ต้องคนเลยทีนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่ง คุณลุงคนหนึ่ง ก็ไปนั่งจิบกาแฟ ที่สภากาแฟ พอดีหลานสาว เจ้าของร้าน อยู่ในช่วงปิดเทอม จึงมาช่วยยาย ขายกาแฟ พอหลาน ยกกาแฟมาเสริฟ คุณลุงก็พูดขึ้นว่า นมน้อยจัง
หลานสาว ก็เขินอาย ตอบกลับไป เสียงเบาๆ ว่า เพิ่งขึ้นค่ะ
ยายได้ยินดังนั้น ก็ทุบโต๊ะดัง ปัง!! แล้วตะโกนว่า เพิ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้ง สองเดือนแล้ว!!
สรุปว่า ลุงพูดถึง นมในแก้วกาแฟ ส่วนหลานสาวพูดถึง หน้าอกของตัวเอง ส่วนยายหมายถึง ราคานม ที่ปรับราคาขึ้น

เรื่องนี้ เป็นเรื่องเล่าขำๆ จากต่วยตูนที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ในความตลกนั้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า
คนเราอาจพูดกัน คนละเรื่อง ทั้งๆ ที่ คิดว่า กำลังพูดเรื่องเดียวกัน ความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อน อาจเกิดจาก “สถานภาพที่ต่างกัน” เช่น คนหนึ่ง กำลังพิจารณา กาแฟในแก้ว อีกคนหนึ่ง กำลังกังวล เรื่องความเปลี่ยนแปลง ในร่างกาย ของตนเอง และอีกคนหนึ่ง กำลัง กังวล เรื่องกำไรขาดทุน
ดังนั้น ความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้ แม้จะ กำลังพูด ภาษาเดียวกัน นั่งพูดกัน ตัวต่อตัว และ ไม่มีใครมีเจตนา บิดเบือนข้อมูล นี่เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด
การสื่อสารในกลุ่มเพื่อนๆ ก็เช่นเดียวกัน หากขาดความระมัดระวัง เราก็จะพูดกัน คนละเรื่อง และบางครั้งก็เกิดความน้อยใจออกจากกลุ่มไป ทั้งๆที่ทุกคนมีความปรารถนาดี และตั้งใจดีต่อกันนะจ้ะ

โจรปล้นธนาคารกับข้อคิดดีๆ

​1. โจรปล้นธนาคาร.ตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า .....

"ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ ...แต่ชีวิตนั้น เป็นของคุณ..."

ทุกคนนอนอย่างสงบบนพื้น ไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยงชีวิตตัวเอง เพื่อไปปกป้องเงินของรัฐ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด"

ใช้และมี เทคนิคการพูดนิดเดียว ก็อาจเปลี่ยนแนวคิดคนฟังไปไกลโข ...

2. ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนพื้นทำท่าจะกรี๊ดร้อง ทันใดนั้นโจรก็ตะโกนใส่ผู้หญิงว่า ...

"เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ ฉะนั้น โปรดเงียบ ... "

ผู้หญิงคนนั้น ปิดปากเงียบสนิท โดยพลัน ...

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเป็นมืออาชีพ"

ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก... แล้วเดินหน้าตามเป้าหมาย ...

3. เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า ...

"เรามานับเงินกันดีกว่า ว่าเราได้มาเท่าไหร่" ...

แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถม กล่าวว่า "แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหละว่า เราได้มาเท่าไหร่!!"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์"

ปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่า ใบปริญญามากมายนัก ....

4. เมื่อโจรกลับไปแล้ว รองผู้จัดการ กำลังจะโทรหาตำรวจที่เบอร์ 191 แต่ผู้จัดการธนาคารรีบค้านว่า ...

"เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ รองผู้การฯโจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่า โจรเอาไปมากกว่านั้น"

เราเรียกสิ่งนี้่ว่า "กินตามน้ำ"

5. รองผู้จัดการฯ เปรยว่า "นั่นสิ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว มีโจรมาปล้นธนาคารเรา ทุกๆ เดือนก็ดีสินะ"

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส"

6. วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่า มีโจรปล้นธนาคาร ปล้นไปได้ 100 ล้านบาท

โจรที่ปล้นธนาคาร ต้องกลับไปนับเงิน นับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านบาท...

โจรโกรธมากแล้วพูดว่า

"เราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อเข้าปล้นธนาคารนี้ ปล้นออกมาได้แค่ 20 ล้านบาท แต่เจ้าผู้จัดการธนาคาร แค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้มากกว่าเรา ถึง 80 ล้านบาท

ความเป็นคนหัวไว มีปฏิภาณ ไหวพริบดี เมื่อบวกกับการศึกษาดี มีดีอย่างนี้นี่เอง ...

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ความรู้และปฏิภาณไหวพริบดี มีค่ามากกว่าทองคำ"

7. ผู้จัดการธนาคาร ยิ้มอย่างเริงร่า เพราะว่าอยู่ดีๆ เขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านบาท จากการที่มีโจรมาปล้นธนาคารเขา

เราเรียกสิ่งนี้ว่า "โคตรโกง" โจรเสื้อนอกร้ายกาจกว่าโจรปล้นแบ้งค์ยิ่งนัก ...


วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ภรรยาสุดทน

ภรรยากำลังทำกับข้าวอยู่ในครัว สามีคอยกำกับอยู่ข้างๆ  “คนเบาๆ ช้าๆหน่อย ระวังหน่อยสิ ไฟแรงไป เร็วๆ รีบพลิกปลาได้แล้ว ตักออกมาสิ น้ำมันเยอะไปนะ คีบเต้าหู้วางให้ตรงๆ สิ”

ภรรยาสุดทน “นี่คุณ ฉันทำกับข้าวเป็น พูดอยู่ได้” ผู้เป็นสามีบอก “ที่รัก ผมรู้ว่าคุณทำเป็น”
“ผมเพียงอยากให้คุณรู้ว่า เวลาที่ผมขับรถแล้วคุณคอยกำกับ ให้ผมเบรก ให้ผมเร็ว ให้ผมระวัง ให้ผมแซงนั้น ผมรู้สึกยังไง”

การเรียนรู้ที่จะเข้าใจคนอื่น ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณต้องยืนอยู่ในจุดของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นเอง

ดาวคณะ

ปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย เด็กสาวหน้าตาไม่สวยมาก เธอสมัครเป็นดาวคณะ ตอนที่เธอเดินออกมาแนะนำตัว ต่อหน้าเพื่อนนิสิต เธอบอกว่า “หากเพื่อนๆ เลือกฉัน อีกสิบปีข้างหน้า เพื่อนๆ สามารถอวดกับลูกๆ และสามีได้ว่า ในปีที่แม่เรียนอยู่ แม่สวยกว่าดาวของคณะ” เมื่อถึงเวลาเลือกดาวคณะ ปรากฏว่าเธอชนะ การโน้มน้าวให้คนอื่นยอมรับคุณ ไม่จำเป็นต้องบอกความพิเศษ/โดดเด่นของคุณ แต่ควรทำให้คนอื่นรู้สึกว่า เพราะคุณ พวกเขาจึงมีความพิเศษและโดดเด่นขึ้น

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ต่อราคากล้วย


คนซื้อ : กล้วยหวีเท่าไหร่ ???
คนขาย : 30 บาท
คนซื้อ : แพงไปนะ 20 บาท ได้ไหม
คนขาย : ไม่ได้หรอก เพราะต้องปลูก และมาเดินขายยืนตากแดด ตั้งแต่เช้า ต้นทุนมาก็มากกว่า 20 กว่าบาทแล้ว กาแฟแก้วที่คุณถืออยู่น่ะ ราคาเท่าไหร่
คนซื้อ : 150 บาท
คนขาย : แล้วคุณต่อราคาเขาไหม
คนซื้อ : จะบ้าหรือ !!! นี่มันกาแฟมียี่ห้อ เขาไม่ต่อกันหรอก
คนขาย : กับคนรวยๆ คุณไม่ต่อเขาสักบาทเดียว แต่พอกับคนจน คุณกับต่อราคาเหลือ 20 บาท
คนซื้อ : ......................

ข้อคิด ..อยากถามว่า เพราะอะไรเราจึงต่อราคา
กับแม่ค้าจนๆ ที่ต้องยืนขายของกลางแดดร้อนๆ ...
แต่กลับไม่เคยต่อราคากับพ่อค้าที่ร่ำรวย
ตามห้างฯ หรือภัตตาคารเลย

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความลับสีขาว


ผู้ชายคนหนึ่ง เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงที่สวยมาก ใช้ชีวิตคู่กันอย่างมีความ
สุข แต่ในวันหนึ่ง ภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคชนิดหนึ่ง ซึ่งนางก็กังวลว่าสัก
วันหนึ่ง ความสวยงามที่มีอยู่ในตัวของนางจะหายไป แต่ในขณะนั้นสามีของ
นางออกนอกบ้าน เขายังไม่รู้ว่าภรรยาของเขาป่วยเป็นโรคชนิดนี้ แต่บังเอิญ
ว่า ช่วงที่สามีจะกลับมาที่บ้านเขาได้รับอุบัติเหตุกลางทางเสียก่อน และอุบัติ
เหตุในครั้งนี้ทำให้เขาต้องเสียการมองเห็น หรือตาบอด
ชีวิตคู่ของพวกเขาทั้งสองก็ดำเนินมาอย่างเรื่อยๆ และโรคที่อยู่กับภรรยาของ
เขา ยิ่งวันก็ยิ่งทำให้ความสวยงามของนางยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ และผู้เป็นสามี
เองก็เสียการมองเห็น จึงทำให้ชีวิตคู่ของพวกเขาทั้งสองดำเนินไปจนถึง 40
ปี และความรักที่มีให้กันนั้น ก็ยังเป็นเหมือนวันที่พวกเขาทั้งสองได้ใช้ชีวิตคู่
ในตอนแรกๆ สามีให้ความเคารพต่อภรรยา และภรรยาก็ปฏิบัติตามทุกคำสั่ง
สอนที่ดีของสามี จนกระทั่งมาถึงวันที่ภรรยาของเขาเสียชีวิต ผู้เป็นสามีก็
โศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของนาง
หลังจากฝังศพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้คนก็ทยอยกันกลับบ้าน ผู้เป็นสามีก็ลุก
ขี้นยืน แล้วจะเดินกลับไปบ้านคนเดียว
ผู้คนที่ยังอยู่ที่นั่นก็ทักเขาว่า
"นี่คุณจะเดินไปไหน ?"
เขาตอบว่า
"จะกลับบ้าน"
ผู้คนที่นั่นก็ถามด้วยเสียงเศร้าว่า
"แล้วคุณจะเดินคนเดียวได้อย่างไร ? ก็ในเมื่อคุณตาบอด ที่ผ่านมาภรรยา
ของคุณเดินจูงคุณไปไหนมาไหนตลอดไม่ใช่หรือ ?"
เขาก็ตอบว่า :
"ฉันไม่ได้ตาบอด ที่ผ่านมาฉันแกล้งทำว่าตัวเองตาบอดเพราะว่าฉันไม่อยาก
ที่จะทำร้ายจิตใจของภรรยาฉัน กับการที่นางได้พยายามปกปิดเรื่องโรคของ
นาง เพื่อไม่อยากที่จะทำร้ายจิตใจของฉัน และส่วนตัวฉัน ก็ได้พยายามปก
ปิดนางว่าฉันตาบอด ก็เพื่อไม่อยากทำร้ายจิตใจของนาง ต่างคนก็ต่างพยา
ยามปกปิด ก็เพื่อที่จะให้ชีวิตคู่นั้นยืนอยู่ได้นานเท่านาน"
ในตัวของคนเรานั้น ใครๆต่างก็มีความผิดพลาดกันทั้งนั้น จะดีแค่ไหนถ้าเรา
ทำเป็นมองไม่เห็นกับความผิดพลาดเหล่านั้น ก็เพราะว่าสักวันหนึ่ง ตัวเรา
เองก็หนีไม่พ้นจากความผิดพลาด และคนที่อยู่กับเราก็เช่นกัน ถ้าหากว่าเขา
ได้รับรู้ว่าเราพยายามปกปิดเรื่องที่ไม่ดีของเขาแล้ว ตัวเขาจะซาบซึ้งใจมาก
แค่ไหน และเมื่อเขาได้รับรู้ว่าเราเองก็มีสิ่งที่ไม่ดีเช่นกันและเขาก็จะพยายาม
ปกปิดสิ่งที่ไม่ดีของเราเหล่านั้น เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตคู่อย่างมีความสุข

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แอปเปิ้ล 2 ลูก


เด็กน้อยถือแอปเปิ้ล 2 ลูกในมือ แม่ถามขอแบ่งแอปเปิ้ล 1 ลูกได้มั้ยเด็กน้อยมองหน้าแม่ ทันใดนั้นเธอก็กัดแอปเปิ้ล 1 คำ ทั้ง 2 ลูก แม่พยามจะไม่แสดงความผิดหวังในการกระทำของลูกสาวออกมาเด็กน้อยยื่นแอปเปิ้ลที่กัดแล้วให้แม่ 1 ลูก พร้อมบอกแม่ว่า ลูกนี้หวานกว่าค่ะแม่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อย่าตัดสินคนเพียงแว่บแรกที่เห็น ให้เวลาเขาได้อธิบายเหตุผลบางทีสิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็นจริงๆก็ได้

วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กบน้อยผู้ไม่ยอมแพ้


ครั้งหนึ่งมีกบตัวเล็ก ๆ ฝูงหนึ่งได้มาร่วมกันจัดการแข่งขันเพื่อปีนขึ้นไปบนยอดเสา กลุ่มชนชาวกบมากมายมารอชมและเชียร์การแข่งขันครั้งนี้ การแข่งขันเริ่มต้นขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่มีกบตัวใดจะเชื่อว่าเจ้ากบตัวเล็ก ๆ เหล่านั้นจะปีนขึ้นไปจนถึงยอดเสาได้หรอก มีเสียงพูดลอย ๆ มาให้ได้ยินเป็นต้นว่า

"เขาไม่มีทางจะขึ้นไปถึงยอดได้หรอก มันยากลำบากขนาดนั้น" หรือ "เขาไม่มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรอกเสามันสูงขนาดนั้น" เจ้ากบตัวน้อย ๆ เหล่านั้นก็เริ่มร่วงหล่นลงมาทีละตัว ๆ กบบางตัวส่งเสียงร้องตะโกนว่า "มันยากเกินไป ไม่มีใครทำได้หรอก"

กบน้อยส่วนใหญ่จึงเริ่มเหนื่อยและยอมแพ้ แต่มีกบตัวหนึ่งซึ่งยังคงปีนอย่างมุ่งมั่น สูงขึ้นและสูงขึ้น เจ้าตัวนี้ไม่มีทางยอมแพ้ และ เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน กบตัวอื่น ๆ ต่างยอมแพ้หมด ยกเว้นกบตัวน้อย ๆ ตัวนั้น

ด้วยความพยายามสุดกำลัง มันสามารถปีนขึ้นสู่ยอดเสาได้ กบทุก ๆ ตัวอยากรู้จังว่า เจ้ากบตัวเล็ก ๆ ตัวนี้มีพลังในการปีนขึ้นไปสู่ยอดเสาอันเป็นเป้าหมายจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร ?

เรื่องกลับกลายเป็นว่า แท้จริงแล้ว เจ้ากบตัวผู้ชนะนั้นหูหนวก!

เมื่อเวลาจะทำงานใด ๆ ให้ประสบความสำเร็จ บ่อยครั้งเราอาจต้องเป็นเหมือนกบตัวนั้น นั่นคือ ต้องทำตัวเป็นคนหูหนวกเสียบ้าง จงพยายามคิดเชิงบวก ความฝันทั้งหลายที่เรามี เราสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยความพยายามอย่างสุดกำลัง และด้วยการให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ อย่าคิดมากเวลาที่มีคนคอยบั่นทอนกำลังใจ จงบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า "ฉันทำได้" "ฉันจะทำให้สำเร็จ" ตัวคุณเท่านั้นที่รู้ดี ว่าอะไรเป็นอะไร ผู้อื่นเขาไม่รู้ ไม่ทราบสิ่งที่คุณเป็น สิ่งที่คุณรู้ เค้าก็เพียงพูดๆๆตามความคิดของเค้าเท่านั้น หากคุณต้องการสำเร็จ จงฟัง และเรียนรู้จากคนสำเร็จแล้วเท่านั้น เป็นต้น

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

แม่ทัพเซียนหมากล้อม



แต่ก่อน มีแม่ทัพคนหนึ่งเล่นหมากล้อมเก่งมาก ไม่ค่อยมีคนเล่นชนะได้

วันหนึ่ง แม่ทัพออกรบ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นบ้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีป้ายติดว่า “เล่นหมากล้อมอันดับ 1 ของประเทศ” 

แม่ทัพไม่เชื่อ จึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และเล่นด้วย ปรากฎว่า เจ้าของบ้านแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพหัวเราะ “555 แกเอาป้ายลงได้แล้ว”
แล้วแม่ทัพก็ไปออกรบด้วยความดีใจ

ไม่นาน แม่ทัพรบชนะกลับมา ผ่านมาที่เดิม ก็ยังเห็นป้ายแขวนอยู่ที่บ้านหลังเดิม แม่ทัพจึงเข้าไปหาเจ้าของบ้าน และท้าดวลอีก ปรากฎว่าครั้งนี้ แม่ทัพแพ้ทั้ง 3 กระดาน
แม่ทัพประหลาดใจมาก ถามเจ้าของบ้านว่าเพราะอะไร ?

เจ้าของบ้านตอบว่า “ครั้งก่อน ท่านมีภาระกิจ ออกรบ ข้าน้อยจะไปลบเหลี่ยม ทำให้ท่านหมดขวัญกำลังใจไม่ได้ แต่ครั้งนี้ ท่านชนะกลับมา ข้าน้อยก็ไม่ต้องออมมือแล้วครับ”

คนที่เก่งจริงในโลกนี้ คือคนชนะได้ แต่ไม่จำเป็นต้องชนะ มีใจกว้างขวางพอที่จะให้
การใช้ชีวิต ก็เหมือนกัน
รู้ ไม่จำเป็นต้องพูด ไม่พูด ใช่ว่าจะไม่รู้ 
หากคุณพูดในสิ่งที่คุณรู้ แต่เป็นเรื่องที่เจ้าของเรื่องไม่อยากให้รู้ หรือไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้ คุณไม่ได้มิตร แต่ได้ศัตรู

คนทุกคนบอกว่ารับความจริงได้ ต้องการให้คุณพูดความจริง แต่พอคุณพูดแล้ว ใช่ว่าจะรับได้ทุกคน อาจจะโกรธคุณอีกต่างหาก ที่เสือกรู้ความจริง ที่บอกให้คุณพูดความจริง ต้องการจะรู้ว่าคุณรู้เท่าไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ารับความจริงได้ เมื่อรู้ว่าคุณรู้เยอะมาก เยอะกว่าที่เขาคาดไว้ เขาย่อมโกรธคุณ เพราะ “รู้ทัน”

ต่อหน้าคนใจแคบ คุณต้องใจกว้าง ถ้าทำใจกว้างไม่ได้ ก็ต้องแกล้งโง่

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2558

แพะตัวหนึ่งเจอหมาป่า


แพะตัวหนึ่ง เจอหมาป่า หมาป่าจะกินแพะ แพะจึงสู้
ใช้เขาสู้กับหมาป่า และก็ตะโกนขอให้เพื่อนๆช่วย

วัว มองมา เห็นเป็นหมาป่า ก็วิ่งหนีไป

ม้า มองมา เห็นเป็นหมาป่า ก็วิ่งหนีไปอีกตัว

ลา เห็นเป็นหมาป่า ก็เดินหนีไปอย่างเงียบ ๆ

หมู ผ่านมา เห็นเป็นหมาป่า ก็หายตัวไป

กระต่าย ได้ยิน วิ่งหนีแซงเพื่อน ๆ ไปทุกตัว

หมา ได้ยิน รีบวิ่งเข้ามา จะสู้กับหมาป่า

หมาป่าเห็นมีหมามาช่วย จึงวิ่งหนีไป แพะรอดตาย

กลับมาถึงบ้าน เพื่อนๆมาทุก “ตัว”

วัวบอก “ทำไมไม่บอก ข้าจะใช้เขาของข้า แทงทะลุท้องมัน”

ม้า “ทำไมไม่บอก ข้าจะใช้เกือกของข้า กระทืบมัน”

ลา “ทำไมไม่บอก ข้าจะร้องเสียงดัง ๆ
ให้หมาป่าตกใจตาย”

หมู “ทำไมไม่บอก ข้าจะใช้ปากของข้า พุ่งชนให้มันตกเขาไป”

กระต่าย “ทำไมไม่บอก ข้าวิ่งเร็ว ข้าจะไปส่งข่าวของความช่วยเหลือ”

ในการพูดคุยกันอย่างเมามันนี้ ขาดอยู่”ตัว”เดียว คือ หมา

มิตรภาพที่แท้จริง ไม่ใช่ดูที่ คำพูด ที่แสนหวาน
แต่เป็น มือ ที่ยื่นให้ตอนคับขัน

พวกที่อยู่ล้อมหน้าล้อมหลังคุณ ทำให้คุณรู้สึกดี อาจจะไม่ใช่เพื่อนแท้ของคุณ

แต่กับเขา ที่ดูเหมือนห่างไกล แต่ใส่ใจคุณตลอดเวลา
ตอนคุณมีความสุข ไม่ไปสมทบ แต่ตอนคุณต้องการช่วยเหลือ จะทำเพื่อคุณอย่างเงียบๆ และเป็นห่วงใส่ใจคุณ
นั่นเป็นเพื่อนแท้ของคุณ..

จดหมายถึงแม่


ภรรยาของเขาเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุมา 4 ปีแล้ว
เขารู้สึกเคว้างคว้าง ไม่รู้จะทำหน้าที่ของพ่อและแม่ให้ลูกชายได้อย่างไร?

ค่ำวันเสาร์ หลังจากที่เขากลับมาจากทำงาน เขาทักทายลูกไม่กี่คำ ก็เข้าห้องอยากนอนด้วยความเพลีย 
หลังจากถอดสูทออกแล้ว ก็ล้มตัวลงไปนอนบนเตียง 
“เพล้ง” เสียงเหมือนชามอะไรแตกสักอย่าง

เมื่อเขาเปิดผ้าห่มดู ชามบะหมี่กับจานแตกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งน้ำและเส้นหกเลอะผ้าห่มและที่นอน
เขาหยิบไม้แขวนเสื้อเดินออกไปหิ้วแขนลูกชายที่กำลังเล่นของเล่น จากนั้นก็ตีไปที่ก้นของลูกด้วยความโมโห
ลูกชายร้องไห้ด้วยความเจ็บ

เขาถามลูกออกไปด้วยความโมโห
“ทำไมเอาบะหมี่ไปกินบนเตียงพ่อ?”

ลูกชายร้องไห้สะอึกสะอื้นบอกกับเขาว่า
“ข้าวที่พ่อหุงไว้เมื่อเช้าผมกินหมดแล้ว ตอนเย็นนี้ผมหิวข้าว แต่พ่อยังไม่กลับมา..

ผมก็เลยหามาม่าจากในครัว แต่พ่อบอกผมว่าไม่ให้ยุ่งกับแก๊ส ผมก็เลยเอาน้ำอุ่นจากตู้น้ำดื่มมาชงมาม่า ผมกินไปชามหนึ่งแล้ว

อีกชามหนึ่งผมชงให้พ่อ แต่ผมกลัวว่ามันจะเย็นไปซะก่อนที่พ่อจะกลับมา ผมก็เลยเอาผ้าห่มคลุมไว้ ตอนที่พ่อกลับมาผมมัวแต่เล่น จึงลืมบอกพ่อ ผมขอโทษครับพ่อ! ”

เขาปล่อยมือลูกและรีบหันหน้าหนีเดินไปที่ห้องน้ำ เมื่ออยู่ในห้องน้ำ เขาก็เปิดน้ำเสียงดังเพื่อกลบเสียงร้องไห้โฮของเขา 
เขานั่งอยู่ในห้องน้ำครู่ใหญ่

เมื่อออกมาจากห้องน้ำ เขาเดินไปที่ห้องของลูกชาย เห็นลูกชายนอนหลับอยู่บนเตียงพร้อมกับกอดรูปของแม่อยู่ในอ้อมกอด ใบหน้ายังเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา 
จากเหตุการณ์ในวันนั้น เขาสัญญากับตัวเองว่าจะดูแลลูกให้ดีกว่านี้ แต่เมื่อลูกชายเข้าเรียนชั้นประถมได้ไม่นาน เขาก็ตีลูกชายอีกครั้ง

ช่วงก่อนวันแม่ไม่กี่วัน วันนั้นคุณครูประจำห้องก็โทรศัพท์มาบอกเขาว่าลูกชายไม่ได้มาเรียน และวันนี้ก็มีการแสดงของเด็กนักเรียนด้วย 
เขารีบลางานเพื่อไปตามหาลูกชาย เขาเดินตามหาลูกชายแถวบริเวณหน้าโรงเรียนแต่ก็ไม่เจอ

เมื่อเดินไปที่สวนสาธารณะ ก็เห็นลูกชายกำลังยืนอยู่หน้าเครื่องเล่นสไลเดอร์ เขาโมโหลูกชายมาก จึงตีลูกชายอีกครั้ง ครั้งนี้ลูกชายไม่ได้แก้ตัวอะไรใดๆ เอาแต่กล่าวคำขอโทษเขาเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นหนึ่งปี เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุรุษไปรษณีย์ ว่าลูกชายของเขานำจดหมายปึกใหญ่ที่ไม่มีที่อยู่ใส่ไว้ที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้าน และช่วงนี้ก็เป็นช่วงปีใหม่ เจ้าหน้าที่ไม่มีเวลาว่างมาสนุกกับสิ่งที่ลูกชายเขาทำหรอก

เมื่อเขาทราบดังนั้น ก็รีบบึ่งรถไปที่ไปรษณีย์เพื่อนำจดหมายปึกใหญ่นั้นกลับมา

เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็โยนจดหมายปึกนั้นให้ลูกชายดู
“ทำไมลูกทำอย่างนี้?”

ลูกชายเมื่อเห็นจดหมายก็ร้องไห้
“นี่เป็นจดหมายที่ผมเขียนส่งให้แม่”

เขาได้ฟังก็สะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง จึงถามลูกชายออกไปว่า
“ทำไมส่งครั้งเดียวตั้งเยอะตั้งแยะ?”

“จดหมายปึกนี้ผมเขียนมาตั้งแต่แม่ตาย แต่เมื่อก่อนผมยื่นจดหมายใส่ตู้ไม่ได้ เพราะผมยังตัวเล็ก
ตอนนี้ผมสูงพอที่จะหย่อนจดหมายใส่ตู้ได้ ผมก็เลยเอาจดหมายที่เขียนถึงแม่ไว้ทั้งหมดส่งให้แม่อ่านพร้อมๆกัน!”

เมื่อเขาได้ฟังลูกบอก น้ำตาก็คลอเบ้าตา ไม่รู้จะบอกลูกยังไงดี เขาจึงก้มตัวลงไปกอดลูกไว้
“แม่ของลูกอยู่บนสวรรค์แล้ว

วันหลังถ้าจะเขียนจดหมายถึงแม่ พ่อจะเผาให้นะ จดหมายจะได้ส่งไปบนสวรรค์ให้แม่ได้อ่าน”

ค่ำวันนั้น เมื่อส่งลูกชายเข้านอนแล้ว เขาจึงหยิบจดหมายปึกใหญ่นั้นมาอ่าน มีจดหมายอยู่ฉบับหนึ่ง ที่ทำให้เขาสะเทือนใจมาก

“ แม่ครับ ผมคิดถึงแม่
วันนี้ ที่โรงเรียนมีการแสดงของแม่ลูก ผมไม่มีแม่ เลยไม่ได้แสดงด้วย ผมไม่ได้บอกกับพ่อ กลัวว่าพ่อจะคิดถึงแม่

แต่พ่อก็ลางานมาตามหาผม ผมไม่อยากให้พ่อรู้ว่าผมเหงา ผมเลยแสร้งไปเล่นที่สวนสนุก แม้ว่าพ่อจะด่าผมตีผม แต่ผมก็ไม่ได้เล่าความจริงให้พ่อฟัง

แม่ครับ ผมเห็นพ่อนั่งกอดรูปของแม่ทุกวันเลย ผมรู้ว่าพ่อก็คิดถึงแม่เหมือนกับผม แม่ครับ
ผมจำไม่ได้แล้วว่าเสียงของแม่เป็นยังไง? แม่มาเข้าฝันผมหน่อยได้ไหม ขอให้ผมได้เห็นหน้าแม่อีกสักครั้ง ขอให้ผมได้ฟังเสียงของแม่อีกสักครั้งได้ไหมครับ?

ลุงข้างบ้านบอกผมว่า หากเราคิดถึงใคร ก่อนนอนให้กอดรูปของเขาไว้ที่อก แล้วเราจะฝันถึงเขาคนนั้น

แต่แม่ครับ ผมกอดรูปแม่ไว้กับอกทุกวัน ทำไมแม่ไม่มาเข้าฝันผมเลยละครับ! ”

เมื่อเขาอ่านจบ เขาก็กลั้นเสียงสะอื้นไว้ไม่ให้ดังออกมากลัวลูกได้ยิน เขาเอาแต่ถามตัวเองว่า จะทำอย่างไรถึงจะทดแทนความรู้สึกกำพร้าแม่ของลูกได้? 
…………………..
เมื่อเราเป็นผู้สร้างลูกให้เกิดมาบนโลกนี้ เราต่างมีหน้าที่รับผิดชอบชีวิตที่เกิดขึ้นมานั้นร่วมกัน

หากคุณเป็นแม่ อย่าได้เอาแต่ทำโอที 
หากคุณเป็นพ่อ อย่าเอาแต่เลิกงานแล้วไปสังสรรค์กับมิตรสหาย

ขอให้คุณทั้งหลายดูแลสุขภาพให้ดี คุณจึงจะมีโอกาสได้อยู่ดูแลลูก ได้เห็นการเจริญเติบโตของลูก ได้เห็นความสำเร็จของลูกไปพร้อมๆกัน

อย่าได้ทำแต่งานหาแต่เงินจนลืมดูแลสุขภาพ มีชื่อเสียงเงินทองแต่สุขภาพทรุดโทรม แล้วจะมีประโยชน์อะไร!

อย่าได้เอาแต่คิดว่า รอฉันมีเงินก่อนแล้วค่อยทำอันโน้นทำอันนี้! 
เพราะไม่มีใครอาจล่วงรู้ได้ว่า นาทีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น? วันหน้าจะมีได้อีกสักกี่ครั้ง ! ...

คุณค่าของธนบัตร


อาจารย์มหาวิทยาลัยคนนึง เริ่มการสนทนาในชั้นเรียนด้วยการควักธนบัตรใบละ 1,000 บาท ...... ออกมาให้นักศึกษาดู แล้วถามว่า 

"มีใครอยากได้บ้างไหม" นักศึกษาทุกคนยกมือขึ้น อาจารย์ขยำธนบัตรนั้น จบยับยู้ยี่......แล้วถามอีกครั้งว่า "มีใครยังอยากได้ธนบัตรใบนี้อีกหรือไม่" 

ทุกคนยังยกมือขึ้นเหมือนเดิม อาจารย์ถามต่ออีกว่า "ถ้าสมมุติว่า ธนบัตรใบนี้ถูกทิ้งอยู่บนพื้น แล้วมีคนมาเหยียบย่ำจนสกปรก ยังจะมีใครอยากได้อีกหรือไม่" 

นักศึกษาทุกคนตอบว่ายังอยากได้...... อาจารย์จึงกล่าวสรุปว่า "นั้นคือสิ่งมีค่า ที่พวกเธอได้เรียนรู้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเธอจะทำอะไรกับธนบัตรใบนี้ มันก็คงยังมีราคา 1,000 บาทเสมอ ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใครซ้ำเติม เหยียบย่ำ ถูกขยี้ ยับเยิน เพราะผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เธอเกิดความรู้สึกว่าตนเอง ไร้ค่า แต่รู้ไหม ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี คุณค่าของความเป็นคน ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือยับยู้ยี่ ^^ ตัวเรามีค่าที่สุดเสมอ จำไว้"

วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2558

โจรขโมยมะม่วง


"พ่อครับ ข้างบ้านเขาขโมยสอยมะม่วงเราครับ"
เด็กชายตัวน้อยวิ่งตื๋อมาหาพ่อ
พ่อหัวเราะแล้วถาม
"เราเหลืออีกหลายลูกไหม? ลูก"
"ผมเห็นอีกหลายลูกเลยครับ" 
"งั้นไปสอยมะม่วงสุกมาให้พ่อสักเจ็ดลูกสิ"
เด็กชายเข้าใจว่าพ่อคงใช้ให้สอยมะม่วงเพราะกลัวเพื่อนบ้าน
จะขโมยอีก จึงรีบสอยมะม่วงมาให้พ่อ
เมื่อได้มะม่วงก็หอบมาให้พ่อ หวังว่าจะได้ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย
แต่ปรากฎว่า ผู้เป็นพ่อนำมะม่วงทั้งหมดมาจัดใส่ตะกร้าอย่างสวยงาม
แล้วจูงมือลูกชายไปกดกริ่งหน้าประตูของเพื่อนบ้านที่ลูกชายบอกว่า
สอยมะม่วงไป
เด็กชายงง ไม่เข้าใจว่าพ่อจะทำอะไร เมื่อเพื่อนบ้านเปิดประตูรั้วออกมาเป็นชายวัยกลางคน หน้าตามีพิรุธเหมือนทำผิดอะไรบางอย่าง
ผู้เป็นพ่อจึงยื่นมะม่วงทั้งตะกร้าให้ แล้วกล่าวว่า
"ผมเอามะม่วงมาฝากครับ เป็นเพื่อนบ้านอยู่บ้านข้างๆนี่เอง
มีอะไรก็บอกกันนะครับ จะได้ช่วยเหลือกัน"
ชายคนนั้นมีสีหน้าเสียใจอย่างเห็นได้ชัด เขาบอกให้พ่อรอสักครู่
พร้อมทั้งกลับมาด้วยตะกร้าใบเดิม แต่คราวนี้มีไข่ไก่เต็มตะกร้า
"ผมเลี้ยงไข่ไก่ไว้หลายตัว ขอให้ไข่เป็นของตอบแทนน้ำใจนะครับ"
พ่อกล่าวขอบคุณ แล้วจูงมือเด็กชายกลับบ้าน เด็กชายถามพ่อด้วยความสงสัย
"ทำไมพ่อถึงเอามะม่วงไปให้เขา แทนที่จะไปทวงมะม่วงของเราคืนมา"
"ถ้าพ่อไปทวงมะม่วง เราอาจจะได้มะม่วงคืน แต่เราจะเสียเพื่อนบ้าน
และอาจถึงกับโกรธกัน แต่นี่พ่อเอามะม่วงไปให้เขาเจ็ดลูก รวมที่เขาสอยไปหนึ่งลูกเป็นแปดลูก แต่เราได้ทั้งน้ำใจเขา ซึ่งก็คือไข่ตะกร้าใหญ่ แถมยังได้เพื่อนบ้านเพิ่ม ลูกว่าแบบไหนดีกว่ากันล่ะ"

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

แพทย์ที่ดีที่สุดของโลก 7 คน

1.Sunlight แสงอาทิตย์
2. Rest การพักผ่อน
3. Exercise การออกกำลังกาย
4. Diet โภชนาการ
5. Positive Thinking. ความคิดในทางบวก
6. Self Confidence ความมั่นใจในตนเอง
7. Friend เพื่อน

เสื้อใหม่


เช้าวันหนึ่ง.. ภรรยาบอกกับสามีว่า..
"วันนี้ ฉันจะกลับบ้านไปเยื่ยมแม่
จะไปค้างสักคืนหนึ่ง แม่ไม่ค่อยสบาย
คุณจะขับรถไปส่งฉันหน่อยได้ไหม
ฝนตกหนักแบบนี้ ไปรถโดยสารไม่สะดวกเลย"..
สามี.. ซึ่งหน้าตาบูดบึ้งมาตั้งแต่เช้า
ไม่ตอบภรรยา.. แต่กลับกระชากเสียงถามกลับไปว่า..
"เมื่อวาน เธอซื้อเสื้อใหม่มาใช่ไหม.. 
เธอรับปากฉันแล้วนะว่าจะไม่ใช่เงินฟุ่มเฟือย
เรายังต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียน
ค่าใช้จ่ายเยอะแยะ.. ทำไม..ไม่ช่วยกันประหยัด!!"
ภรรยา ..พูดออกมาเสียงเบาๆ อย่างคนรู้สึกผิดว่า
"ที่แท้..คุณโกรธเรื่องนี้นี่เอง"..
ภรรยา.. ก้มหน้าจัดเสื้อผ้าเงียบๆ
แล้วบอกสามีว่า..
"วันนี้ มีรถโดยสารเข้าเมืองแค่เที่ยวเดียว
ฉันคงต้องรีบไปแล้วหละ..
คุณไม่ต้องไปส่งก็ได้.."
แล้วเธอก็ออกบ้านไป โดยสามีไม่สนใจเลย
เพราะยังโกรธอยู่มาก..
ประมาณครึ่งชั่วโมงผ่านไป..
สามีได้ยินเสียงเอะอะ บนถนน..
จึงออกไปดู แล้วจึงได้ยินผู้คนตะโกนกันว่า
ฝนที่ตกหนัก เซาะตลิ่ง 
จนสะพานเข้าเมืองได้ขาดลง 
มีรถเมล์คันหนึ่ง ตกลงไปในน้ำด้วย..
สามี..ได้ยินดังนั้น ตกใจมาก
กระโดดออกจากบ้านไปทันที
เมื่อไปถึงแม่น้ำ.. รถเมล์ที่ถูกเก็บกู้จากน้ำ
เหลือเพียงซากเหล็ก
สัมภาระกระเป๋าต่างๆ 
ของผู้โดยสารกระจัดกระจาย
มีการหามร่างของผู้เสียชีวิต คนแล้วคนเล่า
ขึ้นมาจากแม่น้ำ..
ชายหนุ่ม เฝ้ามองหาภรรยา .. ก็ไม่พบ
ก็เสียใจเจียนสิ้นสติ..
เฝ้าถามหน่วยกู้ภัยที่ทำงานอยู่
ว่า "เห็นภรรยาผมบ้างไหม ๆๆๆ
เธอใส่เสื้อสีแดง กางเกงสีดำ"
ทุกคนส่ายหน้า... บอกว่าไม่เห็น.
เวลาผ่านไปจนเกือบเย็น.
กู้ภัย หยุดการทำงาน เพราะไม่มีผู้เสียชีวิต
ที่หาพบแล้ว
จึงบอกชายหนุ่มว่า.. "หักห้ามใจเถอะนะ
ภรรยาคุณ คงโดนน้ำพัดไปไกลแล้ว".
ชายหนุ่มเดินกลับบ้าน เหมือนคนไม่มีวิญญาณ
ร้องไห้ไป คร่ำครวญไปตลอดทาง
ในใจของเขา เฝ้าแต่คร่ำครวญว่า
"ทำไมๆๆๆ เราไม่ขับรถไปส่งเธอนะ...
เราไปด่าเธอทำไมว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย
เสื้อตัวเดียว มันจะราคาเท่าไหร่กัน"
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน คาดไม่ถึงว่า..
ภรรยากลับนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
มีอาหารอยู่บนโต๊ะ.. 
ในมือเธอ มีเสื้อกันหนาวเก่าตัวหนึ่ง
ซึ่งเธอกำลัง เย็บซ่อมชายเสื้อที่รุ่ยอยู่..
"คุณไปไหนมาคะ .. ".. ภรรยายังพูดไม่ทันจบ
สามีก็ตรงเข้าไปกอดเธอจนแน่น..
"คุณเป็นอะไร ร้องไห้ทำไม ..
วันนี้ ฉันมัวเอาเสื้อไปคืนที่ร้าน
เสียเวลาอ้อนวอนให้เขารับคืนไปมาก
เลยไปขึ้นรถเมล์ไม่ทัน..
อากาศจะหนาวแล้ว ฉันเลยรื้อเสื้อเก่ามาซ่อม
ก็พอใส่ได้อีกหลายปีนะคะ
ฉันนี่แย่จริงๆ ของเก่าก็ยังมี
ไปซื้อของใหม่มาทำไม".

****เรื่องบางเรื่อง.. เราโกรธจนลืมไปว่า
มันไม่สำคัญเทียบเท่ากับ
"ความสุข" ของเราเลยนะ
เรื่องบางเรื่อง.. ไม่สำคัญเท่ากับ 
"ความสุข" ของคนที่เรารัก..
เรามีเวลาในโลกนี้... จำกัด..
เวลาที่ใช้ร่วมกัน ....ยิ่งจำกัด..
อะไรที่ไม่สำคัญมากพอ 
ก็อย่านำมาเป็นอารมณ์มากมายนักเลย
คลั่ง..กับเรื่องเล็กน้อยไปไย
ศิลปะแห่งปัญญา คือ
ความเข้าใจว่า.. ควรเครียดกับเรื่องใด
และควร ผ่อนปรน..ในเรื่องใด..