กาแฟโบราณนั้น มีเอกลักษณ์ อยู่อย่างหนึ่งคือ
จะใส่นมข้นหวาน ไว้ด้านล่าง แล้วเทน้ำกาแฟ ลงไปด้านบน
ถ้าใครชอบหวานมาก ก็ตีนมด้านล่าง ให้ผสมกับเนื้อกาแฟ
แต่บางคน ที่ไม่ชอบหวาน ก็อาจจะดื่ม โดยที่ไม่ต้องคนเลย
ทีนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่ง คุณลุงคนหนึ่งก็ไปนั่งจิบกาแฟ
ที่สภากาแฟ พอดีหลานสาวเจ้าของร้านอยู่ในช่วงปิดเทอม
จึงมาช่วยยายขายกาแฟ พอหลานยกกาแฟมาเสริฟ
คุณลุงก็พูดขึ้นว่า "นมน้อยจัง" หลานสาวก็เขินอาย
ตอบกลับไป เสียงเบาๆ ว่า "เพิ่งขึ้นค่ะ"
ยายได้ยินดังนั้น ก็ทุบโต๊ะดัง ปัง!! แล้วตะโกนว่า
"เพิ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้งสองเดือนแล้ว"!!
สรุปว่า ลุงพูดถึง นมในแก้วกาแฟ
ส่วนหลานสาวพูดถึง หน้าอกของตัวเอง
ส่วนยายหมายถึง ราคานม ที่ปรับราคาขึ้น
เรื่องนี้ เป็นเรื่องเล่าขำๆ ต่อๆ กันมา
แต่ในความตลกนั้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า
คนเราอาจพูดกันคนละเรื่อง ทั้งๆ ที่ คิดว่า
กำลังพูดเรื่องเดียวกัน
ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อาจเกิดจาก
“สถานภาพที่ต่างกัน”
เช่น คนหนึ่ง กำลังพิจารณากาแฟในแก้ว
อีกคนหนึ่ง กำลังกังวลเรื่องความเปลี่ยนแปลง
ในร่างกายของตนเอง
และอีกคนหนึ่ง กำลังกังวลเรื่องกำไรขาดทุน
ดังนั้น ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ แม้จะกำลังพูดภาษาเดียวกัน
นั่งพูดกันตัวต่อตัว และไม่มีใครมีเจตนาบิดเบือนข้อมูล
นี่เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจผิด
เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด การสื่อสารในกลุ่มเพื่อนๆ
ก็เช่นเดียวกัน หากขาดความระมัดระวัง
เราก็จะพูดกันคนละเรื่อง และบางครั้งก็เกิดความน้อยใจ
ออกจากกลุ่มไป ทั้งๆ ที่ทุกคนมีความปรารถนาดี
และตั้งใจดีต่อกัน
วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
รักภรรยามากเหลือเกิน
โจรร้ายเข้ามาในบ้านหลังหนึ่งช่วงบ่ายๆ จับชายหญิง ทั้งสองคนมัด ใช้มีดจี้ที่ฝ่ายชายเอาไว้แล้วสั่งว่า ให้เอาทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดมาให้เดี๋ยวนี้ !!
ฝ่ายชายเริ่ม สะอึกสะอื้นพลางพูดว่า "อยากจะได้อะไรเอาไปได้ทั้งหมดเลย แต่ได้โปรดแก้มัดผู้หญิง และปล่อยให้เธอรีบหนีไปด้วยเถอะ"
โจรได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า "คุณรักภรรยามากเหลือเกินนะ"
ฝ่ายชาย : "ไม่ใช่,ภรรยาผมกำลังมา จะถึงอยู่แล้ว"
โจร!!!!!!!!!!!
ฝ่ายชายเริ่ม สะอึกสะอื้นพลางพูดว่า "อยากจะได้อะไรเอาไปได้ทั้งหมดเลย แต่ได้โปรดแก้มัดผู้หญิง และปล่อยให้เธอรีบหนีไปด้วยเถอะ"
โจรได้ยินดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า "คุณรักภรรยามากเหลือเกินนะ"
ฝ่ายชาย : "ไม่ใช่,ภรรยาผมกำลังมา จะถึงอยู่แล้ว"
โจร!!!!!!!!!!!
วันเสาร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
กาแฟโบราณ ใส่นม
กาแฟโบราณนั้น มีเอกลักษณ์ อยู่อย่างหนึ่งคือ จะใส่นมข้นหวาน ไว้ด้านล่าง แล้วเทน้ำกาแฟ ลงไปด้านบน ถ้าใครชอบหวานมาก ก็ตีนมด้านล่าง ให้ผสมกับเนื้อกาแฟ แต่บางคน ที่ไม่ชอบหวาน ก็อาจจะดื่ม โดยที่ไม่ต้องคนเลยทีนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่ง คุณลุงคนหนึ่ง ก็ไปนั่งจิบกาแฟ ที่สภากาแฟ พอดีหลานสาว เจ้าของร้าน อยู่ในช่วงปิดเทอม จึงมาช่วยยาย ขายกาแฟ พอหลาน ยกกาแฟมาเสริฟ คุณลุงก็พูดขึ้นว่า นมน้อยจัง
หลานสาว ก็เขินอาย ตอบกลับไป เสียงเบาๆ ว่า เพิ่งขึ้นค่ะ
ยายได้ยินดังนั้น ก็ทุบโต๊ะดัง ปัง!! แล้วตะโกนว่า เพิ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้ง สองเดือนแล้ว!!
สรุปว่า ลุงพูดถึง นมในแก้วกาแฟ ส่วนหลานสาวพูดถึง หน้าอกของตัวเอง ส่วนยายหมายถึง ราคานม ที่ปรับราคาขึ้น
เรื่องนี้ เป็นเรื่องเล่าขำๆ จากต่วยตูนที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ในความตลกนั้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า
คนเราอาจพูดกัน คนละเรื่อง ทั้งๆ ที่ คิดว่า กำลังพูดเรื่องเดียวกัน ความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อน อาจเกิดจาก “สถานภาพที่ต่างกัน” เช่น คนหนึ่ง กำลังพิจารณา กาแฟในแก้ว อีกคนหนึ่ง กำลังกังวล เรื่องความเปลี่ยนแปลง ในร่างกาย ของตนเอง และอีกคนหนึ่ง กำลัง กังวล เรื่องกำไรขาดทุน
ดังนั้น ความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้ แม้จะ กำลังพูด ภาษาเดียวกัน นั่งพูดกัน ตัวต่อตัว และ ไม่มีใครมีเจตนา บิดเบือนข้อมูล นี่เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด
การสื่อสารในกลุ่มเพื่อนๆ ก็เช่นเดียวกัน หากขาดความระมัดระวัง เราก็จะพูดกัน คนละเรื่อง และบางครั้งก็เกิดความน้อยใจออกจากกลุ่มไป ทั้งๆที่ทุกคนมีความปรารถนาดี และตั้งใจดีต่อกันนะจ้ะ
หลานสาว ก็เขินอาย ตอบกลับไป เสียงเบาๆ ว่า เพิ่งขึ้นค่ะ
ยายได้ยินดังนั้น ก็ทุบโต๊ะดัง ปัง!! แล้วตะโกนว่า เพิ่งขึ้นที่ไหนกัน ขึ้นมาตั้ง สองเดือนแล้ว!!
สรุปว่า ลุงพูดถึง นมในแก้วกาแฟ ส่วนหลานสาวพูดถึง หน้าอกของตัวเอง ส่วนยายหมายถึง ราคานม ที่ปรับราคาขึ้น
เรื่องนี้ เป็นเรื่องเล่าขำๆ จากต่วยตูนที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ในความตลกนั้น ถ้าพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า
คนเราอาจพูดกัน คนละเรื่อง ทั้งๆ ที่ คิดว่า กำลังพูดเรื่องเดียวกัน ความเข้าใจ ที่คลาดเคลื่อน อาจเกิดจาก “สถานภาพที่ต่างกัน” เช่น คนหนึ่ง กำลังพิจารณา กาแฟในแก้ว อีกคนหนึ่ง กำลังกังวล เรื่องความเปลี่ยนแปลง ในร่างกาย ของตนเอง และอีกคนหนึ่ง กำลัง กังวล เรื่องกำไรขาดทุน
ดังนั้น ความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้ แม้จะ กำลังพูด ภาษาเดียวกัน นั่งพูดกัน ตัวต่อตัว และ ไม่มีใครมีเจตนา บิดเบือนข้อมูล นี่เป็นตัวอย่าง ที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจผิด เกิดขึ้นได้ง่ายเพียงใด
การสื่อสารในกลุ่มเพื่อนๆ ก็เช่นเดียวกัน หากขาดความระมัดระวัง เราก็จะพูดกัน คนละเรื่อง และบางครั้งก็เกิดความน้อยใจออกจากกลุ่มไป ทั้งๆที่ทุกคนมีความปรารถนาดี และตั้งใจดีต่อกันนะจ้ะ
โจรปล้นธนาคารกับข้อคิดดีๆ
1. โจรปล้นธนาคาร.ตะโกนคำแรกเมื่อชักปืนออกมาว่า .....
"ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ ...แต่ชีวิตนั้น เป็นของคุณ..."
ทุกคนนอนอย่างสงบบนพื้น ไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยงชีวิตตัวเอง เพื่อไปปกป้องเงินของรัฐ
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด"
ใช้และมี เทคนิคการพูดนิดเดียว ก็อาจเปลี่ยนแนวคิดคนฟังไปไกลโข ...
2. ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนพื้นทำท่าจะกรี๊ดร้อง ทันใดนั้นโจรก็ตะโกนใส่ผู้หญิงว่า ...
"เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ ฉะนั้น โปรดเงียบ ... "
ผู้หญิงคนนั้น ปิดปากเงียบสนิท โดยพลัน ...
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเป็นมืออาชีพ"
ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก... แล้วเดินหน้าตามเป้าหมาย ...
3. เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า ...
"เรามานับเงินกันดีกว่า ว่าเราได้มาเท่าไหร่" ...
แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถม กล่าวว่า "แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหละว่า เราได้มาเท่าไหร่!!"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์"
ปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่า ใบปริญญามากมายนัก ....
4. เมื่อโจรกลับไปแล้ว รองผู้จัดการ กำลังจะโทรหาตำรวจที่เบอร์ 191 แต่ผู้จัดการธนาคารรีบค้านว่า ...
"เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ รองผู้การฯโจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่า โจรเอาไปมากกว่านั้น"
เราเรียกสิ่งนี้่ว่า "กินตามน้ำ"
5. รองผู้จัดการฯ เปรยว่า "นั่นสิ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว มีโจรมาปล้นธนาคารเรา ทุกๆ เดือนก็ดีสินะ"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส"
6. วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่า มีโจรปล้นธนาคาร ปล้นไปได้ 100 ล้านบาท
โจรที่ปล้นธนาคาร ต้องกลับไปนับเงิน นับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านบาท...
โจรโกรธมากแล้วพูดว่า
"เราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อเข้าปล้นธนาคารนี้ ปล้นออกมาได้แค่ 20 ล้านบาท แต่เจ้าผู้จัดการธนาคาร แค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้มากกว่าเรา ถึง 80 ล้านบาท
ความเป็นคนหัวไว มีปฏิภาณ ไหวพริบดี เมื่อบวกกับการศึกษาดี มีดีอย่างนี้นี่เอง ...
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ความรู้และปฏิภาณไหวพริบดี มีค่ามากกว่าทองคำ"
7. ผู้จัดการธนาคาร ยิ้มอย่างเริงร่า เพราะว่าอยู่ดีๆ เขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านบาท จากการที่มีโจรมาปล้นธนาคารเขา
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "โคตรโกง" โจรเสื้อนอกร้ายกาจกว่าโจรปล้นแบ้งค์ยิ่งนัก ...
"ทุกคนอย่าขยับ เงินเป็นของรัฐ ...แต่ชีวิตนั้น เป็นของคุณ..."
ทุกคนนอนอย่างสงบบนพื้น ไม่มีใครกล้าที่จะเสี่ยงชีวิตตัวเอง เพื่อไปปกป้องเงินของรัฐ
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "เทคนิคการเปลี่ยนแนวคิด"
ใช้และมี เทคนิคการพูดนิดเดียว ก็อาจเปลี่ยนแนวคิดคนฟังไปไกลโข ...
2. ผู้หญิงคนนึงนอนอยู่บนพื้นทำท่าจะกรี๊ดร้อง ทันใดนั้นโจรก็ตะโกนใส่ผู้หญิงว่า ...
"เรามีวัฒนธรรม ผมมาปล้นแบ๊งค์ ไม่ได้มาข่มขืนคุณ ฉะนั้น โปรดเงียบ ... "
ผู้หญิงคนนั้น ปิดปากเงียบสนิท โดยพลัน ...
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเป็นมืออาชีพ"
ตั้งมั่นในเป้าหมายอย่างเดียวไม่ว่อกแว่ก... แล้วเดินหน้าตามเป้าหมาย ...
3. เมื่อโจรกลับถึงฐานลับ โจรวัยรุ่นที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาโท MBA บอกกับรุ่นพี่โจรว่า ...
"เรามานับเงินกันดีกว่า ว่าเราได้มาเท่าไหร่" ...
แต่รุ่นพี่โจรที่จบเพียงชั้นประถม กล่าวว่า "แกนี่มันโง่มากเลย เงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะนับยังไง คืนนี้ทีวีจะบอกเองแหละว่า เราได้มาเท่าไหร่!!"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ประสบการณ์"
ปัจจุบันประสบการณ์มีค่ามากกว่า ใบปริญญามากมายนัก ....
4. เมื่อโจรกลับไปแล้ว รองผู้จัดการ กำลังจะโทรหาตำรวจที่เบอร์ 191 แต่ผู้จัดการธนาคารรีบค้านว่า ...
"เดี๋ยวๆๆ ใจเย็นๆ รองผู้การฯโจรเอาเงินไปเท่าไหร่ เรามานับกันก่อน แล้วบอกตำรวจว่า โจรเอาไปมากกว่านั้น"
เราเรียกสิ่งนี้่ว่า "กินตามน้ำ"
5. รองผู้จัดการฯ เปรยว่า "นั่นสิ ถ้าเป็นแบบนี้แล้ว มีโจรมาปล้นธนาคารเรา ทุกๆ เดือนก็ดีสินะ"
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "การเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส"
6. วันถัดมา ทีวีทุกช่องออกข่าวกันว่า มีโจรปล้นธนาคาร ปล้นไปได้ 100 ล้านบาท
โจรที่ปล้นธนาคาร ต้องกลับไปนับเงิน นับแล้วนับอีก ไม่ว่าจะนับกี่รอบ ก็นับได้แค่ 20 ล้านบาท...
โจรโกรธมากแล้วพูดว่า
"เราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพื่อเข้าปล้นธนาคารนี้ ปล้นออกมาได้แค่ 20 ล้านบาท แต่เจ้าผู้จัดการธนาคาร แค่มันหัวไวนิดเดียว มันทำเงินได้มากกว่าเรา ถึง 80 ล้านบาท
ความเป็นคนหัวไว มีปฏิภาณ ไหวพริบดี เมื่อบวกกับการศึกษาดี มีดีอย่างนี้นี่เอง ...
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "ความรู้และปฏิภาณไหวพริบดี มีค่ามากกว่าทองคำ"
7. ผู้จัดการธนาคาร ยิ้มอย่างเริงร่า เพราะว่าอยู่ดีๆ เขาก็มีเงินเพิ่มขึ้นถึง 80 ล้านบาท จากการที่มีโจรมาปล้นธนาคารเขา
เราเรียกสิ่งนี้ว่า "โคตรโกง" โจรเสื้อนอกร้ายกาจกว่าโจรปล้นแบ้งค์ยิ่งนัก ...
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)